วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ฤาแรกเริ่มกำเนิดจักรวาล "เสียง" เคลื่อนที่เร็วเท่า "แสง"?

ฤาแรกเริ่มกำเนิดจักรวาล "เสียง" เคลื่อนที่เร็วเท่า "แสง"?

นิวไซแอนทิสต์ - นักฟิสิกส์อังกฤษออกมาระบุเมื่อแรกกำเนิดจักรวาล "เสียง" อาจมีความเร็วเท่า "แสง" ซึ่งข้อสันนิษฐานนี้จะช่วยอธิบายได้ทั้งเรื่องการก่อตัวของกาแลกซีและคำถามว่าทำไมขอบเอกภพถึงได้กว้างใหญ่นัก

หนึ่งในหลายปัญหาที่นักจักรวาลวิทยาพยายามอธิบาย เกี่ยวกับการก่อตัวของเอกภพคือ "ปัญหาขอบฟ้าจักรวาล" (horizon problem) ซึ่ง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอของคลื่นไมโครเวฟพื้นหลังหรือ CMB (Comic Microwave Background Radiation) ที่เกิดขึ้นหลังจากระเบิดครั้งใหญ่ "บิกแบง" (Big Bang) โดยนักดาราศาสตร์พบอุณหภูมิของคลื่นรังสีนี้ประมาณ 2.7 เคลวินเกือบเท่ากันทั้งอวกาศและมีค่าเท่ากันในทุกทิศทางที่วัด

"ความจริงจากการสังเกตนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะยืนยันความสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งจักรวาล แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามอธิบายว่าเอกภพมีความสม่ำเสมอเช่นนี้ได้อย่างไร อาณาบริเวณที่ห่างไกลกันมากในเอกภพสามารถปรับอุณหภูมิให้เท่ากันได้อย่างไร"

"นักฟิสิกส์บางคนพยายามตอบปัญหานี้โดยใช้ทฤษฎีบิกแบงว่า เมื่อย้อนไปในอดีตกาลขณะที่อาณาบริเวณต่างๆ ใกล้กันมากกว่านี้อุณหภูมิก็ถูกทำให้เท่ากันได้แต่คำอธิบายนี้ก็ล้มเหลว ถ้าเรายิ่งย้อนเวลากลับไปมากเท่าไหร่อาณาบริเวณต่างๆ ยิ่งเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่เวลาที่ใช้ในการสื่อสารก็น้อยลงตามไปด้วย และไม่เพียงพอสำหรับการแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อให้เข้าสู่ภาวะสมดุล" ดร.อรรถกฤตอธิบาย

สำหรับทฤษฎีซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุด สำหรับการอธิบายปัญหาขอบฟ้าจักรวาลนี้ก็คือ แนวคิดที่เรียกว่าจักรวาลวิทยาแบบอินเฟลชัน (Inflationary Cosmology) ซึ่งอธิบายว่า ในช่วงเอกภพแรกเกิดจะมีช่วงเวลาสั้นๆ ที่ความโน้มถ่วงทำหน้าที่เป็นแรงผลัก และขับเคลื่อนให้อวกาศขยายตัวด้วยอัตราเร่งมหาศาล

จากการคำนวณ หากช่วงเวลาดังกล่าวมีการผลักให้จักรวาลขยายตัว 1030-1060 เท่า ทุกบริเวณในอวกาศที่เราเห็นได้ในขณะนี้ จะติดต่อกันได้ง่ายดาย สามารถถ่ายเทความร้อนระหว่างกันและทำให้มีอุณหภูมิเท่ากันตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกสุดของเอกภพ

"กล่าวสรุปโดยย่อก็คือ หลังจากบิกแบงอวกาศขยายตัวอย่างช้าๆ ในช่วงแรกเริ่มพอที่จะให้มีอุณหภูมิเท่ากันในทุกส่วน และจากนั้นจึงเกิดกระบวนการอินเฟลชัน (ขยายตัว) ทำให้อวกาศเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และผลักดันให้บริเวณที่เคยอยู่ใกล้กันต้องกระจัดกระจายห่างกันออกไป นั่นคือวิธีที่จักรวาลวิทยาแบบอินเฟลชันอธิบายว่า ความสม่ำเสมอของคลื่นไมโครเวฟพื้นหลังที่กระจายอยู่ทั่วอวกาศและดูเหมือนเป็นความมหัศจรรย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร" ดร.อรรถกฤตกล่าว

หากแต่โจอา มากูเอโจ (Joao Magueijo) นักจักรวาลวิทยาเชื้อสายโปรตุเกสจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ในอังกฤษ มีความเห็นที่ต่างออกไป ในการนำเสนอแนวคิดอธิบายว่าเหตุใดอุณหภูมิของคลื่นรังสีพื้นหลังจึงสม่ำเสมอทั่วกัน

ทั้งนี้เมื่อปลายทศวรรษ 1990 เขาและนักวิจัยอีกส่วนหนึ่งเสนอว่า หากแสงเดินทางได้เร็วกว่านี้จะทำให้มีการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบริเวณต่างๆ ได้ครอบคลุม แต่ก็มีปัญหาว่าแสงที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นนี้ ไม่สามารถทำให้เกิดความผันผวนของอุณหภูมิ (fluctuation) ซึ่งเชื่อว่าทำให้เกิดการก่อตัวของกาแลกซี และทฤษฎีอินเฟลชันสามารถอธิบายได้ดีกว่าในประเด็นนี้

ล่าสุดมากูเอโจจึงได้หันมาศึกษาว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเสียงในยุคแรกเริ่มของเอกภพมีความเร็วมากกว่านี้หรืออาจจะมากกว่าความเร็วแสง คลื่นเสียงเหล่านี้ก็ได้เดินทางผ่านพลาสมาของก๊าซในเอกภพเมื่อแรกเกิด และสามารถแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบริเวณที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้

กลายเป็นว่าเสียงที่มีความเร็วมากนี้ อาจจะช่วยแก้ปัญหาแห่งขอบฟ้าจักรวาลได้เหมือนกรณีที่เขาเคยใช้กับกรณีของแสงที่มีความเร็วสูงได้

เขาพบว่าหากความเร็วของเสียงลดต่ำลงอย่างทันทีทันใด ก็จะทำให้เกิดความผันผวนเล็กๆ ได้ โดยการคำนวณได้แสดงให้เห็นว่าความผันผวนดังกล่าว เป็นเพียงสิ่งที่ถูกประทับบนคลื่นไมโครเวฟพื้นหลัง ทั้งนี้การสังเกตจะช่วยทดสอบแนวคิดเขาได้

อย่างไรก็ดีแบบจำลองความเร็วเสียงสูงของเขานั้น ไม่ได้ทำนายถึงการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งต่างจากแบบจำลองการขยายตัวแบบอินเฟลชันทั้งหลาย ซึ่งทางแอนดริว ลิดเดิล (Andrew Liddle) นักจักรวาลวิทยาจากมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ (University of Sussex) สหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่า จุดบอดนี้เองชักนำให้ทฤษฎีของมากูเอโจผิดพลาดได้มาก

ลิดเดิลให้ความเห็นในเชิงว่า มากูเอโจเคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความเร็วของแสงที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าไม่น่ามีความเร็วมากกว่า และครั้งนี้เขาก็มาศึกษาเรื่องเสียงที่มีความเร็วมากกว่าแสง ซึ่งท้ายสุดแล้วเรื่องนี้อาจจะลงที่ปัญหาในเรื่องความเร็วอีกครั้งก็เป็นได้.

ที่มา : http://my.dek-d.com/AngelTVXQ/story/viewlongc.php?id=404229&chapter=84

สก็อตช์เทป ทำไมจึงเรียกว่า สก็อตช์เทป

สก็อตช์เทป ทำไมจึงเรียกว่า สก็อตช์เทป

สก๊อตช์เทปดั้งเดิมของแท้นั้นทำมาจากบริษัท 3M ชื่อนี้ถ้าเขียน เต็ม ๆ ก็จะยาวมากคือ Minnesota Mining and Manufacturing Company หากแปลความหมายก็คือบริษัทผู้ผลิตและทำเหมืองมินเนโซตา คำว่า มินเนโซตานั้น เป็นชื่อรัฐทางตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา

ดูตามชื่อแล้วบริษัท 3M ไม่น่าจะมาเป็นผู้ผลิตสก๊อตช์เทปขายจนร่ำรวยได้ นั่นเป็นความจริง เพราะในตอนแรกบริษัทนี้ ตั้งขึ้นเพื่อจะทำเหมือน โครันดัม (corundum) ซึ่งใช้สำหรับเป็นสารขัดถู การตั้งบริษัทนั้นต้องใช้เวลานานมาก และกว่าจะดำเนินการได้ก็พอดี มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อ เอ็ดเวิรด กูดริช อาชีสัน ได้ค้นพบ สารขัดถูเทียมที่เรียกว่า คาร์โบรันดัม (carborundum) ได้ พอดีกันกับที่บริษัท ก็ค้นพบว่า โครันดัม ที่หมายมั่นปั้นมือว่า จะมาขุดทำเหมืองนั้นที่แท้แล้ว ไม่ใช่โครันดัม แต่เป็นแร่อย่างอื่นที่มีคุณภาพต่ำกว่า

โชคเข้ามาช่วย เมื่อมีคนมาช่วยลงทุน ในบริษัทนี้ บริษัทจึงย้ายออกจากถิ่น ที่ไม่มีโครันดัม ไปตั้งหลักในเมือง ดูลูธ แล้วเริ่มผลิตกระดาษทราย ขายให้กับบริษัท ทำของเล่นและเก้าอี้ ต่อมาอีก บริษัทก็เริ่มผลิตแถบกระดาษกาว ขนาดกว้างสองนิ้ว สำหรับขายให้แก่ บริษัทรถยนต์เพื่อนำไปปิดบนตัวถัง เวลาจะพ่นสีรถยนต์ เป็นสีสองสี ตัดกัน แถบกระดาษกาวนี้ ราคาแพงมากบริษัท 3M จึงพยายามลดต้นทุน ด้วยการทากาว เฉพาะทาง ริมขอบกระดาษทั้งสองข้าง แต่แถบกาวอย่างนี้ หากต้องตั้งใจบรรจง ติดจึงจะอยู่กับที่ มิฉะนั้นก็จะหลุดออกมา

บริษัท 3M ขายแถบกระดาษกาวแบบใหม่นี้ได้ไม่นานก็ถูกลูกค้าเรียกไปต่อว่า ลูกค้าบอกว่า "เอาเจ้าสก๊อตชเทปของคุณไปทากาวทั้งแถบ อย่าไปทาเฉพาะตรงริมขอบแค่นั้นสิ

พวกเราคงจะทราบแล้วว่า คำว่า สก๊อตช์นั้นเป็นชื่อเรียกคนเชื้อชาติหนึ่ง ทางตอนเหนือของอังกฤษ และเป็นที่เลื่องลือว่ามีนิสัยขี้เหนียวมาก ดังนั้นคำเรียก ของบริษัทรถยนต์ จึงหมายความว่า เป็นแถบกระดาษที่ผู้ผลิตขี้เหนียว ไม่ยอมทากาว ทั้งแถบนั่นเอง

อย่างไรก็ตามคำนี้ก็เลยกลายเป็นคำเรียกของแถบกระดาษกาวของบริษัท 3M นั้น และต่อมาเมื่อบริษัทใช้พลาสติก ผลิตแถบกาวอย่างนี้ก็เลยพลอยได้ชื่อว่าเป็น สก๊อตชเทป ไปด้วย แน่นอนบริษัทเอง ก็ยินดีใช้ชื่อนี้เป็นเสมือนชื่อสินค้าไปด้วยโดยปริยาย

ที่แท้ก็เรียกประชดคนขี้เหนียวนี่เอง 5555 ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะกลายเป็นคำฮิตติดปากของคนทั้งโลกไปแล้ว 0_O"

ที่มา : http://www.dek-d.com/content/view.php?id=11347

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

4 สูตรหน้าใสง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

4 สูตรหน้าใสง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้ผิวหน้า
ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด แล้วนำแอปเปิ้ลไม่ปลอกเปลือกสัก ครึ่งผล ปั่นให้ละเอียด พอกหน้าเว้นเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก

2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส
นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่น พอละเอียดได้ที่ก็คั้นมะนาวเอาแต่น้ำสัก 1 ช้อนชาใส่ลงไป คนให้เข้ากัน แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออก

3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน
เตรียมโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ และมะเขือเทศลูกเล็กๆ สัก 3 ลูก ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศให้ละเอียด แล้วนำพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก

4. สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ
ผสมโยเกิร์ต 1 ถ้วย กับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วขัดๆ ถูๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก ทำเดือนละครั้งกำลังดี

ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1167835

ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวใสตลอดวัน

ล้างหน้าอย่างไรให้ผิวใสตลอดวัน


เทคนิคการล้างหน้าที่ถูกวิธีเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่จะให้คุณผิวสวย แต่รู้ไหมคะว่าควรจะล้างหน้าวันละกี่รอบ? รอบละกี่ครั้ง? ล้างอย่างไรถูซ้ายไปขวาหรือล่างขึ้นบน? ล้างด้วยสบู่หรือเจลหรือโฟมล้างหน้ากันดี? มีคำตอบเพื่อหน้าใสอยู่ทางนี้ค่ะ

เริ่มที่การล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอค่ะ ตื่นนอนตอนเช้าและอาบน้ำตอนเย็นก็เพียงพอ ไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไปเพราะจะทำให้ผิวแห้ง ลอกได้ กรณีที่ผิวของคุณสกปรกจริง ๆ เช่น หลังเล่นกีฬา ทำสวน ทำไร่ ปลูกต้นไม้ หรือคุมงานก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน ก็อาจจะเพิ่มการล้างหน้ารอบพิเศษอีกสักครั้งได้



ที่สำคัญ อย่าใช้น้ำอุ่นหรือน้ำร้อนล้างหน้านะคะเพราะจะทำให้ผิวแห้งและแลดูเ่ยว ๆ อีกต่างหาก เวลาล้างก็ขอแค่ลูบไล้แต่เบามือ ไม่เช็ด ไม่ถู ถ้าใช้คลีนเซอร์หรือเอ็กซเทอร์นอลเช็ดหน้ากันตลบจนเกลี้ยงเกลา คงต้องเลิกนะคะเพราะจะทำให้ผิวถลอกลอกได้

คุณทราบไหมว่าชั้นขี้ไคลก็คือชั้นหนังกำพร้าที่เกาะติดอยู่บนผิวหนังชั้นบนควบคู่ไปกับชั้นน้ำมันเคลือบผิว ทั้งขี้ไคล ทั้งน้ำมันไม่ใช่สิ่งสกปรกอย่างที่ใคร ๆ เข้าใจผิดนะคะ หากแต่เป็นเกราะที่คอยคุ้มครองปกป้องผิวหน้าจากฝุ่นละออง เชื้อโรคและสารเคมีไม่ให้ซึมผ่านลงไปทำร้ายผิว

หากคุณเช็ดถู ล้างหน้าจนเกลี้ยง ชั้นน้ำมัน ชั้นขี้ไคลก็ไม่เหลือ ผิวหน้าของคุณก็ดั่งปราศจากเกราะ ขาดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เราจะพบว่าคนที่ล้างหน้าบ่อย ๆ ใช้น้ำยา ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า มักจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย กลายเป็นผิวบอบบางโดนอะไรนิด อะไรหน่อยก็แพ้เป็นผื่นหรือคันได้

วิธีแก้ผิวแพ้ง่าย ให้ใช้มาตรการ "ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด" แล้วจะหายเองค่ะ แต่ถ้าคุณแต่งหน้า มีเครื่องสำอางค์รองพื้นเต็มใบหน้า หากเครื่องสำอางค์ไม่ได้กันน้ำ คุณก็สามารถเลือกใช้สบู่เจลใสอ่อน ๆ ของเบบี้หรือของผู้ใหญ่ก็ใช้ได้ เลือกประเภทที่ไม่มีฟอง ไม่มีน้ำหอมจะได้ไม่ระคายเคืองขึ้นมาอีก

เวลาล้างก็แค่เอาน้ำลูบ ไล้ ๆ เจลใสหรือโฟมที่ไม่มีฟองเหล่านี้เบา ๆ ทั่วหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าอย่างเบามือ แค่นี้ก็สะอาดแล้วล่ะค่ะ

หลังล้างหน้าให้ซับเบา ๆ ไม่เช็ด ไม่ถู ผิวจะได้ไม่หยาบกร้านและไม่ต้องใช้โทนเนอร์เช็ดหน้าหรอกนะคะ หากล้างหน้าเสร็จแล้ว คุณรู้สึกลื่น ๆ เหมือนไม่เกลี้ยง ซับหน้าเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนู ไม่ต้องไปวิตกจริตว่ามันจะลงไปอุดตันทำให้เกิดสิวหรอกนะคะ ถ้าจะเป็นสิวก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดจากฮอร์โมนเพศในตัวคุณเอง

โดยธรรมชาติ ผิวหนังกำพร้าของคนเราจะหลุดลอกออกมาเองทุกวัน ก็จะพาเอาแป้ง เอาฝุ่นให้หลุดลอกออกมาด้วย ไม่ต้องออกแรงถู ไม่ต้องเสียเงินซื้อคลีนเซอร์ โทนเนอร์ ชุดล้างหน้าแพง ๆ มาใช้หรอกนะคะ เสียดายเงิน สงสารประเทศไทยกันบ้าง ต้องเสียเงินออกนอกประเทศไปกับเครื่องสำอางค์แพง ๆ เหล่านี้

คุณจะใช้สบู่เหลวของเด็กขวดละ 70 บาทหรือชุดล้างหน้าสุดหรูยี่ห้อดังชุดละ 7,000 บาท หน้าก็สะอาดใสได้เท่ากันค่ะ ที่เคยผิดพลาดกันมานานก็ถือว่าแล้วกันไป ถือเป็นความผิดโดยสุจริตก็แล้วกันนะคะ

โดยสรุปแล้ว ให้ล้างหน้าเบา ๆ เช้าครั้งเย็นหน ใช้สบู่เหลว เจลใสหรือโฟมไร้ฟอง ลูบไล้เบา ๆ เอาแค่พอลื่น ๆ ไม่ต้องสะอาดเอี่ยมอ่องนะคะ แล้วก็ซับหน้าเบา ๆ ไม่ต้องเช็ด ไม่ต้องถู อะไรที่เคยใช้เช็ด ๆ ถู ๆ ผิวหน้า กลับบ้านไปโยนทิ้งได้เลยค่ะ

ที่มา : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1168626

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ประโยชน์ของการ ยิ้ม

ประโยชน์ของการ ยิ้ม

หลายคนคงคิดว่าการยิ้ม คงไม่สำคัญ วันนี้เดลินิวส์มีประโยชน์ของการยิ้มมาฝาก...

1. มีเสน่ห์

หลายคนที่ไม่ได้หล่อไม่ได้สวย แต่ทุกครั้งที่ยิ้ม ก็เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกสว่างไสวไปกับรอยยิ้มของเขา หลายคนไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเองยิ้มสวยแค่ไหน ต้องลองยิ้มกับกระจกและสำรวจดูบ้าง

2. มีมิตรมากกว่าศัตรู

รอยยิ้มที่จริงใจและถูกกาลเทศะ จะสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ว่ากันว่า รอยยิ้มคือเครื่องมือกะเทาะกำแพงน้ำแข็ง หรือความเย็นชาแปลกหน้าที่ผู้คนมีต่อกันได้เป็นอย่างดี ใครจะรู้ รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ส่งให้กันในวันนี้ อาจนำพาเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตมาให้เราก็ได้

3. มีความสดชื่น

รอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ที่สดชื่น เหมือนกับความสดชื่นนั้นคือต้นไม้ และรอยยิ้มก็คือดอกไม้ อารมณ์และสภาพจิตของคนเรา ปลูกต้นอะไรไว้ก็ย่อมจะออกดอกเป็นสิ่งนั้น

4. มีกำลัง

หลายคนบอกว่า เมื่อเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ หรือความยากลำบาก ให้ยิ้มเข้าไว้ จะทำให้มีเรี่ยวแรงกำลังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะว่ารอยยิ้ม คือกำลังของชีวิตอย่างหนึ่ง

5. มีมุมมองที่ดี

คนที่มีอุปนิสัยยิ้มแย้ม จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี แม้ในเวลาที่มีปัญหา ก็จะยิ้มสู้ และพลิกปัญหาหรืออุปสรรคเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสขึ้นมาได้

อ่านแล้วก็หันมายิ้มกันดีกว่า เพื่อสุขภาพจิตที่ดี.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ที่มา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/11037.html

สารเมลามีน คืออะไร?

สารเมลามีน คืออะไร?

ห้ามขายอีก- ขนมและลูกอมยี่ห้อดังที่ผลิตจากเมืองจีน ถูก อย.สั่งเก็บออกจากห้างสรรพสินค้า และห้ามขายทุกแห่ง ระหว่างตรวจสอบหาสารปนเปื้อน หลังพบนมเลี้ยงทารก และขนมที่ผลิตจากเมืองจีนผสมสารเมลามีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

เป็นเรื่องที่กำลังวิตกกันมากเกี่ยวกับสารเมลามีนปนเปื้อนในนม ขนม และอาหารนำเข้าจากประเทศจีน แต่หลายคนไม่ทราบว่าสารเมลามีน มันคืออะไร แล้วมีผลหรือพิษอันตรายอย่างไร จึงขอนำบทความของ รศ.ดร.เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มานำเสนอดังนี้


เมลามีน คือ พลาสติกชนิดหนึ่งมีสารฟอร์มาลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกันคือ ฟอร์มาลีน ส่วนใหญ่เมลานีนจะถูกนำมาผลิตพลาสติก จานเมลามีน ถุงพลาสติก พลาสติกสำหรับห่ออาหาร นอกจากนี้เมลามีนยังอยู่ในอุตลาหกรรมเม็ดสีเป็นหมึกพิมพ์สีเหลือง นอกจากนี้ยังนำไปทำน้ำยาดับเพลิงคุณภาพดี น้ำยาทำความสะอาด และปุ๋ย เพราะโครงสร้างของเมลามีนมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบที่ค่อนข้างสูง


คุณสมบัติของเมลามีน
เป็นเมตาโบไลท์ของไซโรมาซีน(Cyromazine) ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและพืชได้รับเข้าไปในร่างกายจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นเมลามีนได้ มีไนโตรเจน 66.67 % คิดเป็นปริมาณโปรตีนได้ 416.66 % จัดเป็นพวก Non-Protein Nitrogen (NPN) ในสัตว์กระเพาะรวม แต่ไม่นิยมใช้เพราะการ Hydrolysis ช้าและไม่สมบูรณ์เหมือนยูเรีย ลักษณะเป็นผงสีขาว มีสูตรโครงสร้างทางเคมี C3H6 N6 (1,3,5 Triazine 2,4,6 Triamine) ละลายน้ำได้น้อย เมลามีนคุณภาพดีจะนำไปทำเม็ดพลาสติกเรียกเม็ดเลซินเมลามีน ส่วนเศษที่เหลือหรือเมลามีนที่คุณภาพเลวจะนำกลับไปทำของใช้ ซึ่งเมลานีนคุณภาพเลวนี้ขบวนการของมันไม่สมบูรณ์จึงมีราคาถูก และเกิดอนุพันธ์ของเมลามีนขึ้นหลายชนิด เรียกว่า เมลามีนอันนาล็อก ประกอบด้วย ammeline,ammelide และ cyanuric acid แม้จะเป็นอนุพันธ์ของเมลามีนแต่ก็ยังมีโปรตีนสูงถึง 224.36 %


งานวิจัยกับเมลามีนในช่วงที่ผ่านมา
จากการวิจัยในปี ค.ศ.1971 มีการนำเมลามีนมาใส่ในอาหารโค เพราะเป็นแหล่งไนโตรเจน ต่อมาในปี 1971-1976 มีการวิจัยพบว่าเมลามีนมีไนโตรเจนสูงกว่ายูเรีย แต่เมื่อสัตว์กระเพาะรวม (โคเนื้อ โคนม แพะ แกะ) กินเข้าไปแล้วไม่สามารถย่อยได้สมบูรณ์ ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในตัวสัตว์จึงไม่นิยมใช้ จากนั้นมีการทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมลามีนที่มาจากโรงงานผลิตที่ค่อนข้างดีก็จะมีเฉพาะเมลามีนตัวเดียวออกมาไม่มีอัลนาล็อก และมีการศึกษาเมลามีนในสัตว์และคน ก็พบว่าไม่เป็นพิษจึงยอมให้มาผลิตเป็พลาสติกภาชนะใส่อาหารและใช้ห่ออาหารอีกด้วย
จนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา หน่วยงาน U.S.Food and Drug ออกมาตรการให้มีการสืบสวนกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงจากเมืองจีน เพราะพบว่าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ส่งไปขายในสหรัฐอเมริกาและแอฟริกาใต้ เมื่อสุนัขและแมวกินเข้าไปทำให้สัตว์เลี้ยงลัมป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ U.S.Food and Drug ได้ประกาศระงับการนำเข้ากลูเตนที่ผลิตได้จากแป้งสาลี(wheat gluten) ของจีน รวมทั้งเรียกคืนสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากจีนรวมกว่า 60 ล้านกล่อง ครอบคลุมสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 100 ยี่ห้อ นอกจากนี้ยังมีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าคอนกลูเต้น ( corn gluten ) ที่ผลิตในอเมริกามีโปรตีนไม่ถึง 64 % ทั้ง ๆ ที่อเมริกาเป็นแหล่ง corn gluten แหล่งใหญ่ของโลกในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากเมืองจีนมีโปรตีนสูงถึง 68 % แต่กลับราคาถูกกว่า
นอกจากนำเข้า corn gluten จากจีนแล้ว อเมริกายังนำเข้าโปรตีนจากพืชชนิดอื่น ๆ ของจีน เช่น wheat gluten, rice bran และ rice protein concentrate หลังจากนั้นพบว่าเมื่อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์แล้วเกิดปัญหา เมื่อตรวจสอบก็พบว่าโปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากจีนปนเปื้อนด้วยเมลามีน และอนุพันธ์ของเมลามีน U.S.Food and Drug ได้ประกาศระงับการนำเข้าโปรตีนจากพืชของจีนรวมทั้งเรียกคืนอาหารสัตว์จากจีนกว่า 60 ล้านกล่อง ครอบคลุมสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงประมาณ 100 ยี่ห้อ
จากจุดนี้ทำให้หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหาร ประจำสหภาพยุโรป (European food Safety Authority : EFSA) ได้มีการกำหนดค่าในการบริโภคเมลามีนต่อวันของมนุษย์และสัตว์ ( toterable daily intake : TDI ) ในระดับไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัวต่อวัน โดยค่ะ TDI ของเมลามีนทั้งคนและสัตว์ให้มีค่าเท่ากันเพราะยังไม่มีการวิจัยในสัตว์ออกมาส่วนค่าเมลามีนที่จะปนมากับอาหารคนและสัตว์เกินกว่า 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือ 30 ppm. ได้
EU และประเทศสมาชิก 27 ประเทศมีการตรวจเข้มข้น เพื่อหาการปนเปื้อนของเมลามีนในสินค้าประเภท wheat gluten,corn gluten, corn meal, soy protein, rice bran, rice protein concentrate ที่นำเข้าจากจีนและประเทศที่ 3 ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกเฉียงใต้ทั้งนี้ให้รายงานผลการตรวจเข้าสู่ระบบเตือนภัยกลาง คือ Repid Alert System for Food and Feed


เมลามีนในประเทศจีน
จีนมีโรงงานผลิตเมลามีน 3 แหล่งใหญ่ ๆ ซึ่งร่ำรวยมาก ผลิตเมลามีนเดือนละหลายหมื่นตันในเมืองจีนเมลามีนวางขายหลากหลายยี่ห้อ และมีการับรองมาตรฐานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการประกาศขายเมลามีนผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเปิดเผย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเมืองจีนมีขายและใช้กันมากในการผลิตอาหารสุนัข อาหารสุกร รวมถึงแป้งที่คนกิน นอกจากจะนำมาใช้ในประเทศแล้ว จีนยังมีการส่งเมลามีนเข้าไปขายในประเทศที่ 3 ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเชีย และฟิลลิปปินส์ โดยไม่ได้นำเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมจานเมลามีน แต่เอามาปนเปื้อนในอาหารคนอาหารสัตว์ ซึ่งผู้ขายจากจีนจะไม่บอกว่าเป็นเมลามีนโดยบอกว่าเป็น ไบโอโปรตีน โดยเป็นเมลานีนเศษเหลือจากโรงงานพลาสติก ราคาถูก นำเข้าในราคากิโลกรัมละ 1.20 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่เมืองจีนราคาประมาณกิโลกรัมละ 1-2 หยวนเท่านั้น
ในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าสารที่เข้ามาเป็นเมลามีน เพราะไม่มีน้ำยาสำหรับตรวจสอบได้ มีแต่ตรวจเช็คการปนเปื้อนยูเรีย Non-Protein Nitrogen คือ ปุ๋ย เป็นพวกแอมโมเนียมไนเตรท แอมโมเนียมฟอสเฟต แอมโมเนียมซัลเฟต นอกจากนั้นยังมีการตรวจการปนเปื้อนขนไก่ไฮโดรไลซ์เศษหนังเท่านั้น


ความเป็นพิษของเมลามีน
เกิดการระคายเคืองเมื่อสูดดมทำให้ตาและผิวหนังอักเสบ เมื่อกินเข้าไประบบสืบพันธุ์ถูกทำลาย เกิดนิ่วในท่อปัสสาวะและไต เกิดมะเร็งที่ท่อปัสสาวะ ในสุนัขจะขับถ่ายออกมามาก ปัสสาวะมีความถ่วงจำเพาะลดลง มีเมลามีนในปัสสาวะสูง และเห็นเกร็ดเล็ก ๆ สีขาวเกิดขึ้นที่ไตและปัสสาวะ โดยน้ำปัสสาวะจะมีสีขาวขุ่นและมีโปรตีนและเลือดถูกขับออกมาด้วย กรณีในคนจะมีปัญหาท่อปัสสาวะล้มเหลว ในปลาไร้เกล็ด(ปลาดุก) เกร็ดจะเกิดผิวสีดำ ตับและไตขนาดใหญ่(ตับแตก) และตายในที่สุด


ผลของเมลามีนต่อสุกร – ไก่
อาการที่พบในสุกร ผอมซูบไม่กินอาหาร ตายแบบเฉียบพลันเพราะไตวาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเข้าว่าเป็น PRRS หรือเซอร์โคไวรัส ขี้จะแข็งเป็นเม็ดกระสุน ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นรุนแรง พื้นคอกสีขาวเนื่องจากการขับเมลามีนออกมากับปัสสาวะ ผิวหนังที่มีการสัมผัสเมลามีนจะเป็นมะเร็งได้ (ในสุกรจะเห็นผิวหนังเป็นจุดแดง) ถ้าสูดดมเอาเมลามีนเข้าไปจะทำให้โพรงจมูกอักเสบ และมักพบสุกรส่วนหนึ่งตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ การแสดงอาหารป่วยจะพบ 30–100 % แต่การตายจะพบ 20-80 % วิการเมื่อผ่าซากจะพบไตแข็ง มีสีเหลืองผิวเป็นเม็ดน้อยหน่า และจะพบโรคแทรกซ้อนมากมาย
อาการที่พบในไก่เนื้อ ไตจะใหญ่กว่าปกติ 3-4 เท่า บริเวณอุ้งเท้าไก่จะเน่าเพราะมูลที่ขับถ่ายออกมาเหนียวมากจึงเกาะติดทำให้เกิดการระคายเคืองกับอุ้งเท้าไก่โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนขาย จึงเกิดความเสียหายขึ้นจะมาก-น้อยแตกต่างกันในแต่ละฟาร์ม


เส้นทางการสืบค้นหาเมลามีนในเมืองไทย
จากการตรวจสอบวัตถุที่นำเข้าจากจีนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่เป็นข้อสงสัยเกิดขึ้นจากการค้นคว้าเจาะลึกลงไป พอดีกับที่ได้ไปงาน VIV ที่จีน พร้อมไปเป็นวิทยากรที่เมืองจีนอีกหลายครั้ง ก็ได้เห็นสินค้าหลากหลายวางขายจึงเก็บมาวิเคราะห์ก็เลยแน่ใจว่าเป็น เมลามีน โดยเมลามีนที่ตรวจพบในเมืองไทยที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบอาหารมีหลากหลายชนิด ประกอบด้วย
- โพลียูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (ผงสีขาว)
- โพลีเมธิลคาร์บาไมล์ (ผงสีขาว)
- โพลียูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (UF) เรซิน
- เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ (MF) เรซิน
- เมลามีนยูเรียฟอร์มาลดีไฮด์ (MUF) เรซิน
ซึ่งมีตั้งแต่สีเหลืองจนขาว ขาวเทา เทาและดำ เมลามีน(ผงสีขาว) และเมลามีนไซอนูเลท(เป็นรูปเกลือที่เกิดจากเมลามีนและกรดไซอนูริค) โดยเมื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์โปรตีนพบสูงตั้งแต่ 160-450 % จึงเริ่มมีการทำเทสคิดและสำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยน้ำยาสารละลาย A (ความเป็นด่างสูง) และน้ำยาสารละลาย B (ความเป็นกรมสูง)


ขั้นตอนในการตรวจสอลเมลามีน
1. ตรวจสอบโดยตรงจากกล้องจุลทรรศน์ (ต้องมีความชำนาญและฝึกอบรมการตรวจสอบคุณภาพอาหารด้วยกล้องจุลทรรศน์มาก่อน) จะสามารถเห็นสารนี้ได้ โดยจะเห็นเป็นคริสตัลแวววาวสีแตกต่างกันไปถ้าปลอมปนในโปรตีนจากพืช เช่น โปรตีนจากข้าวโพด ข้าวลาสี ถั่วเหลือง (กากถั่วเหลืองและถั่วอบ) มักจะเป็นสีเหลืองหรือขาว
2. หยดสารละลาย A ลงไปจะเกิดตะกอนขุ่นขาวครั้งแรก (มองจากกล้องจุลทรรศน์) และจะเปลี่ยนเป็นตะกอนขุ่นสีเทาดำเกิดขึ้น เมื่อทิ้งไว้ 5-10 นาที จะมีเมือกสีขาวเคลือบอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างจะมีสีดำเทาแสดงว่าเป็นพวก UF ถ้าเป็น MF จะได้สารละลายสีเหลืองและ MUF จะเป็นสีเหลืองอ่อน
3. ตรวจสอบจากกล้องจุลทรรศน์ เช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 แต่ให้หยดสารละลาย B ลงไปจะเกิดสีชมพู-ม่วงคราม-ม่วงน้ำเงินเกิดขึ้นเป็นพวก UF สำหรับ MF จะได้สีชมพู และ MUF ต้องทิ้งไว้ 15-20 นาที จึงจะเกิดสีชมพูอ่อน
4. น้ำตัวอย่างอาหารที่จะทดสอบโดยละลายในน้ำกลั่น อัตราส่วนอาหารต่อน้ำ 1 : 10 แล้วคนให้เข้ากันขณะคนให้สังเกตถ้ามีสารปนเปื้อนอาหารจะจับตัวเป็นขุยก้อนเล็ก ๆ สังเกตดูน้ำที่ใช้ละลายจะไม่ใส มีสีขาวเหมือนน้ำข้าวต้ม แสดงได้ทันทีว่ามีเมลามีนผงสีเทาปนเปื้อน ทิ้งไว้ในตะกอนแล้วกรองด้วยกระดาษกรอง Whatman No.4 หรือดูดเอาน้ำไปทดสอบกับสารละลาย A และ B


วัตถุดิบอาหารสัตว์หลักที่ต้องระวัง
อันดับแรกคือ ปลาป่น โปรตีนจากพืชที่นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น corn gluten , soy bean meal, soy protein , rice bran, rice protein concentrate โปรตีนจากวุ้นเส้น DDGS จากเมืองจีนและโพลีนคลอไรด์จากเมืองจีน รำสกัดในบ้านเราก็ไม่น่าไว้วางใจ ฟลูแฟตซอยก็เช่นเดียวกัน


ความเสียหายที่เกิดกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย
ความเสียหายในฟาร์มหมูที่เกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมารำแพง ปลาป่นแพง หาของคุณภาพได้ยาก และไม่รู้ว่ามีการปนเปื้อนเมลามีนในวัถตุดิบเหล่านี้จึงมีการทดลองใช้ DDGS และโพลีนคลอไรด์จากเมืองจีน ซึ่งโพลีนคลอไรด์ 60% มีขายทั่วไปแต่จากเมืองจีนจะมีเพียง 20% และมีเมลามีนปนเปื้อน เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะในสูตรของพ่อแม่พันธุ์ หมูเลียรางที่ใช้ปลาป่นค่อนข้างมาก
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่จีนหลอกขายเมลามีนให้ แต่เราเดือนร้อนที่สุดเพราะเราเป็นผู้ส่งออกทั้งไก่เนื้อ กุ้ง และหมูที่กำลังจะส่งออกได้ ที่ผ่านมาหมูก็จะไปไม่ไหวอยู่แล้วเพราะราคาตกต่ำแล้วยังมาเจอความเสียหายเกิดขึ้นจากวัตถุดิบปนเปื้อน ฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องคิดให้มากกว่านี้ทำอะไรต้องคิดถึงประเทศชาติ ส่วนอาจารย์ก็จะเร่งเตรียมห้องแล็ปและรับตรวจสอบตัวอย่างที่สงสัย พร้อมจัดอบรมให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการอบรมไปแล้วจำนวนหนึ่งในส่วนของผู้ส่งออก ขณะเดียวกันก็จะปรับเปลี่ยนวิธีการวิเคราะห์เมลามีนทั้ง 4 ตัวด้วยเครื่องสเป็กโตรดฟโตมิเตอร์ และจำทำเทสคิดออกมาอีก 2 ตัวเพื่อมาตรวจสอบ A,B ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และถ้าเกษตรรายใดสงสัยว่าฟาร์มจะมีปัญหาจากเมลามีนต้องการให้อาจารย์ช่วยเหลือก็ติดต่อได้โดยตรง ยินดีให้ความช่วยเหลือ รศ.ดร.เยาวมาลย์ กล่าว

ที่มา : http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1275618

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง

ตัวช่วยทำให้เรียนเก่ง


แม้หลังจากสอบเสร็จ จะเป็นเวลาที่ได้พักกันเต็มที่ แต่อย่าชะล่าใจไปนะจ๊ะ เพราะเผลอแป๊บเดียวก็เปิดเทอมกันอีกแล้ว วันนี้มีเคล็ดลับเรียนเก่งแบบไม่ลับมาให้ลองทำดู เพื่อรับมือกับเทอมใหม่ มาเริ่มฝึกกันเลยค่ะ


ดื่มน้ำก่อนเข้าเรียน เพราะน้ำช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ แถมยังช่วยให้มี สมาธิจดจ่อดีขึ้นด้วยค่ะ


กดจุดกระตุ้นสมอง แบมือขวาออก กางนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือให้ห่างกันมากที่สุด จากนั้นวางมือลงใต้ร่องกระดูกไหปลาร้า นิ้วมือจะอยู่บนกระดูกอก นวดเบาๆ เป็นจังหวะ ในเวลาเดียวกันนี้ให้ใช้มือซ้ายวางลงบริเวณสะดือพร้มกับกดน้ำหนักลงเบาๆ ค้างไว้สองนาที


วิธีนี้ช่วยให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ดี และยังช่วยสร้างสมาธิในการอ่านเขียนได้ด้วย ไม่ลองไม่รู้ นะจะบอกให้

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก : http://hilight.kapook.com/view/29660