วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

Where do you want to go? And What the weather do you want to go?

Where do you want to go? And What the weather do you want to go?

I would like to go to Norway in summer. Because It is interesting for me. and In summer the air is cool and have it rain. The temperature in summer about 20-25 degrees of celsiue. The month that warm most is Augest. Many things that would I like to meet are iceburg, penquin bird and the arctic ocean. And the most important that I will see the sun in the nighttime.
Norway is the famous that the midnight sun takes place because Earth is circle and round around axis itself. When, the Earth is slant to take the North pole meets the sun. The north pole will receive the light extremely. It will receive the light 24 hours for 1 month. The sun will run around as curve above horizon line. And it is lower queitly until almost horizon line but no pass the horizon. It will higher when midnight. It makes to have the light spread the way. It is like the sun in the morning or evening. The midnight sun at the north pole will take place above thw arctic-cercel line or about 66 degree latitudes are north. It makes the people to see the sun at the daytime or nighttime.

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว

25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว

++25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว++

1. คิดใหม่ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะ ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุก คนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี “พรุ่งนี้ ” ก็ได้

2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วย แก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่ รกสมองออกไปได้ด้วย

3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่า เรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อน เพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมอง ย้อนกลับไป

4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถ ข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขา ไปเลย

5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้ หนักใจเหนื่อย กาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทาง หลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย

6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลก ใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วย บ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ๆ

7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ไม่ต้อง สนใจ หากดูให้ดี ๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำ งานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี

8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิด ได้บุญกุศล

9. รู้จักเอ่ยคำว่า “ ไม่ ” ไม่ต้องลงมือทำเองทุก เรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไป นั้นเป็นความจริงหรือทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามี ภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง

11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อน หรือผู้อื่น คู่ครอง และคนใน ครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

12. มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ “ รัก ” พวกเขาตรงไหน เมื่อ เขาทำอะไรดี ๆ ก็กล่าวคำชื่นชม บ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืน ทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียน จดหมายถึงเขา ส่ง SMS

15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ที่สดใสนำมาใส่แจกัน

16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือย เปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรือ อะไรก็ได้

18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็ม ปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้ง ร่างกายและจิตใจ

20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ

21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้อง และผนังใหม่ด้วย

22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรี กับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ

23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้องโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่ม ค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียม อาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำ คืนนั้นก็จะครึกครื้น

24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ

25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหา ความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

^*เพียงเท่านี้การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด*^

ที่มา : http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1044174&order_reply=0

ข้อคิดดีๆ อ่านแล้วยิ้มได้นะ

ข้อคิดดีๆ อ่านแล้วยิ้มได้นะ

คำแนะนำ โปรดเก็บหน้านี้ไว้เสมอในคอมพิวเตอร์ของคุณ หากวันไหนต้องการข้อคิดดีๆ ให้เปิดอ่าน อ่านบ่อยๆ ไม่เสียหาย (เสียค่าไฟนิดหน่อย) จะช่วยให้เรามีแนวทางดำเนินชีวิตได้อีกเยอะเลยจ๊ะ ..เอ๊า เริ่มเลย
- นึกเสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเรา 3 ชั่วโมง
- ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่
- หลับตานิ่งๆ ซัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรตรงหน้ามันช่างยากจัง
- ระหว่างแปรงฟันถ้าฮัมเพลงด้วยไปจนจบจะทำให้ฟันสะอาดขึ้น 2 เท่าแน่ะ
- เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดาก็จะอร่อยขึ้นเยอะ
- ควรหัดพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า “จะเอายังไง”
- สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ สามารถเล่าให้มันฟังได้นะ
- อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด
- เขียนชื่อคนที่เธอเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ
- ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้มา
- ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อก่อน
- ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าสลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้น
- เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้รับ ดีกว่าคนที่ได้รับเยอะจนจำชื่อคนให้ไม่หมด
- ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกแล้วจะรู้สึกดีขึ้น
- แอบรักใครสักคน ยังไงก็ดีกว่าไม่เคยรู้ว่า “ความรัก” เป็นยังไง
- ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่
- พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม อาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่
- วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะทำนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกายน่ะ
- รู้รึเปล่าว่าดอกไม้ที่บานอยู่กับต้น ยังไงก็อยู่ได้นานกว่าบานในแจกัน
- ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ
- เอารูปตัวเองตอนเด็กๆ มาดูตอนเครียด อารมณ์จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
- พยายามหาข้อบกพร่องของคนที่เธออิจฉา อย่างน้อยก็มีข้อปลอบใจตัวเองบ้าง
- โทรไปหาแฟนแล้วพูดแค่คำเดียวว่า “คิดถึง” พอวางสายแล้วต้องยิ้มทั้งคู่
- ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไร รอยยิ้มสามารถช่วยแก้สถานการณ์ได้
- ค่อยๆ เดินทอดน่องแบบสบายๆ ในวันที่ไม่มีธุระให้ต้องไปสะสาง
- ซื้อของฝากทุกคนในบ้าน ก็เหมือนกับการซื้อของฝากตัวเองนั่นแหละ
- จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่ ถ้าทิ้งขยะลงพื้น ก็กลายเป็นขี้เหร่ได้ทันตาเห็น
- นั่งสมาธิให้นานๆ และบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวสวยขึ้นได้เหมือนกัน
- นอกจากตอนที่เคี้ยวข้าวแล้ว ไม่ว่าก่อนหรือหลังกินก็หัวเราะได้อร่อย
- จินตนาการถึงเรื่องที่อยากมีหรืออยากเป็น คือยานอนหลับอย่างหนึ่ง
- อ่านหนังสือหรือการ์ตูนโปรดเป็นการเติมน้ำมันให้ตัวเองอย่างดี
- ยังไม่มีใครเคยแย้งว่า การอาบน้ำไม่สามารถคลายเครียดได้จริงๆ
- ก่อนจะด่าใครให้นับ 1 ถึง 50 เผลอๆ อาจจะไม่อยากด่าแล้วก็ได้
- ไม่ต้องทำยังไงกับเพื่อนที่หักหลัง ก็แต่อย่าเรียกเค้าว่าเพื่อนก็พอแล้ว
- รักครั้งแรกส่วนใหญ่ก็อกหักทั้งนั้น น่าจะดีใจที่ไม่แปลกกว่าชาวบ้านเค้า
- การที่ทำของหายอาจเป็นการใช้หนี้จากชาติที่แล้วให้คนอื่นที่เก็บมันได้
- ถึงจะไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าซักบาท ยังดีกว่าไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่ตั้งเยอะ
- หนี้ที่โดนเบี้ยวไป ทำให้เรารู้จักใครบางคนดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลามาก
- คนอื่นไม่เข้าใจเราไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน
- ไม่ต้องช่วยใครๆ ด่าตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทำไปแน่ใจว่าพยายามเต็มที่แล้ว
- วิ่งให้เหนื่อยมากๆ ความโกธรจะได้ถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ
- ถ้ากลัวจะนอนฝันร้าย สวดมนต์ก่อนนอนเหมือนตอนเด็กๆ ดูสิ
- ของฝากสำหรับคนห่างไกล คือการโผล่ไปเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเอง
- เพลงจังหวะมันๆ ทำให้คนฟังกระปรี้กระเปร่าได้โดยอัตโนมัติ
- อย่าเดาว่าอะไรอยู่ในกล่องของขวัญ แล้วจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวัง
แหล่งที่มาจาก FW
แหล่งที่มา : http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=78&post_id=1267047

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

Crossword

http://bigs15.winningthai.net/download.php?file=91426.htm

ลองเข้าไปเล่นกันดูนะคะ ^^

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ข้อดีของการสอบตก - ข้อเสียของการสอบผ่าน

เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ นอกจากจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฏาคมแล้ว ยังเป็นสัปดาห์หลังสอบของหลายๆคนด้วย ซึ่งช่วงสัปดาห์นี้แหละนะที่คงจะได้รู้แล้วว่า เราทำคะแนนสอบกลางภาคกันได้เท่าไหร่...
คนที่สอบผ่าน ได้คะแนนสูงสมใจ พี่ลาเต้ ก็ยินดี และดีใจด้วยนะครับ...ส่วนคนที่คะแนนอาจจะน้อยจนได้ขึ้นชื่อว่า "สอบตก"...ก็อย่าเพิ่งเสียใจไป เพราะการสอบตก ก็มีข้อดีเหมือนกัน(อิอิ)..ไม่เชื่อมาลองอ่านดูครับ เป็นบทความของ น้อง Rakung ที่เขียนไว้ในหมวดไรท์เตอร์ครับ..น่าสนใจมากๆ

ข้อดีของการสอบตก
1. เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันภายในจิตใจของเรา เวลาเราได้คะแนนน้อย เราจะได้ไม่เกิดอาการซึมเศร้าจนเกินไป
2. เป็นการประเมินตัวเองในระดับหนึ่ง ทำให้เราทราบถึงข้อบกพร่องของตัวเอง จะได้แก้ไขได้ตรงจุด
3. การซ่อม ถือว่าเป็นการทบทวนการทำข้อสอบของเราอีกครั้งหนึ่ง จะได้เป็นอุทาหรณ์ แล้วเราจะได้ไม่พลาดอีก หรือถ้าให้ทำงานอื่นส่ง ก็เพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเราให้ดีขึ้น
4. คิดไว้เสมอว่า พลาดตอนนี้ ดีกว่าไปพลาดตอนสอบแอดมิชชั่น (จริงไหม)
ข้อเสียของการสอบผ่าน
1. ถ้าเราไม่เคยตกเลยสักครั้ง เราก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันความโศกเศร้าเสียใจ ซึ่งก็เป็นสาเหตุเด่นๆ ที่ทำให้เด็กเรียนเก่งฆ่าตัวตายมาแล้วหลายคน (ใช่รึเปล่า)
2. การแข่งขันก็จะยิ่งปรากฏให้เห็นได้ชัด เพราะ ถ้าเราสอบผ่าน แต่เพื่อนอีกคนนึงสอบผ่านเหมือนกัน แต่ดันได้คะแนนเยอะกว่าเรา ใจเราก็จะเริ่มคิดหาวิธีให้ตัวเองสอบได้คะแนนดีกว่าเพื่อนแล้ว เนี่ยแหละ ความทุกข์ความอยาก มันเกิดขึ้นที่ใจเราเป็นต้นเหตุทั้งนั้น
3. อาจจะทำให้เราประหม่าในเวลาสอบครั้งต่อไป เพราะใจเรามัวแต่คิดว่า “ยังไง เราก็สอบผ่าน” แล้วเราก็ขาดความกระตือรือร้นไปโดยปริยาย
4. การที่เราสอบผ่าน ขอให้ถามตัวเองดีๆว่า เราผ่านด้วยความสามารถของตัวเองรึเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ เราก็จะไม่ได้อะไรจากการสอบในแต่ละครั้งเลย
จริงที่สุดเลยครับ..โดยเฉพาะข้อ 4 ของข้อเสียในการสอบผ่าน..แต่อย่างไรตาม..ก็ขอให้ชาวเด็กดีดอทคอมสู้ต่อไปนะครับ..บทความนี้ไม่ได้มุ่งชักจูงใจให้น้องๆหันมาสอบตกกันนะครับ..อิอิ..แต่เพื่อเป็นกำลังใจกับเพื่อนๆที่อาจจะเสียใจจากการสอบอยู่นั้นเองครับ..งั้นสอบครั้งหน้า ขอให้ชาวเด็กดี ได้เกรด 4 ทุกวิชาเลย..ดีไหมครับ..อิอิ..
พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากบทความบันทึก[ลับ]เด็กวิทย์ หัวใจศิลป์

ที่มา: http://www.dek-d.com/content/view.php?id=9875

อย่างไรก็ตาม เราควรทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดี ด้วยความตั้งใจและความพยายาม บวกกับความขยันหมั่นเพียรรับรองว่า คะแนนสอบที่ออกมาต้องดีอย่างแน่นอน สู้ๆๆคะ ^^

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นิทานตำนานเมืองเพชร เรื่อง ชาวลับแลที่ถ้ำแกลบ


ตำนานชาวลับแลที่ถ้ำแกลบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีคนพบกองแกลบอยู่ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง หลายคนเข้าใจว่าเป็นของคนเมืองลับแล ซึ่งเป็นเมืองในตำนานที่จะพบได้โดยบังเอิญเท่านั้นและคนของเมืองนี้ก็สามารถหายตัวได้เมื่อใดก็ได้ถ้าต้องการ
ในเวลานั้นมีชายคนหนึ่งผู้ซึ่งบังเอิญปีนขึ้นไปบนต้นตาลเพื่อชมวิวบริเวณนั้น เมื่อมองลงมาจากยอดตาล เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังหาบของออกมาจากถ้ำและเดินออกไปสักครู่หนึ่งก็เอาสิ่งของนั้นซ่อนไว้ใกล้ ๆ นั้นแล้วก็พากันหายตัวไปและก็เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน เขาประหลาดใจมากที่ได้เห็นอาการแปลก ๆ ของคนเหล่านี้
วันหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงแอบอยู่ในพุ่มไม้และเฝ้าดูอาการเคลื่อนไหวที่ถ้านั้น และก็ได้พบคนกลุ่มนั้นออกมาจากถ้ำอีก พวกเขาเดินไปสักพักหนึ่ง ก็ซ่อนของบางอย่างไว้แล้วก็พากันหายตัวไป ชายคนนั้นจึงเดินไปดูจุดที่คนเหล่านั้นซ่อนสิ่งของไว้ แต่ก็น่าขันที่เขาพบแต่เพียงใบไม้ ดังนั้นเขาจึงหยิบขึ้นมาใบหนึ่งแล้วโยนทิ้งไปใต้ต้นตาลนั้นแล้วก็นั่งเฝ้าดูอยู่แถวนั้น
ต่อมาเขาก็เห็นคนเหล่านั้นกลับมา พวกเขาหาอะไรอยู่แถวนั้นแล้วก็หายตัวไป คงเหลือแต่หญิงสาวคนหนึ่งร้องไห้อยู่ เขาจึงเข้าไปถาม นางจึงบอกกับเขาว่านางหาใบไม้ที่ซ่อนไว้ไม่พบ ชายคนนั้นจึงเดินไปหยิบใบไม้มาส่งให้นาง หลังจากได้ใบไม้คืนมานางดีใจมากและบอกเขาว่านางเป็นใครมาจากไหน และถ้าไม่มีใบไม้นี้นางก็จะกลับบ้านไม่ได้ เมื่อได้เห็นความงามของหญิงสาว เขาก็ตกหลุมรักของนาง ถึงแม้ว่าเขาจะมีภรรยาอยู่ที่บ้านแล้วก็ตาม ดังนั้นเขาจึงออกปากชวนนางไปเที่ยวบ้านแต่ว่าหญิงสาวปฏิเสธ แต่ถึงอย่างไรนางก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณชายคนนั้นที่นำใบไม้มาคืนให้นาง ดังนั้นนางจึงชวนเขาไปเที่ยวบ้านที่เมืองลับแลแทน ชายคนนั้นตอบรับคำเชิญโดยไม่รีรอ ในที่สุดทั้งสองก็เกิดชอบพอกันและแต่งงานกัน ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งมีลูกด้วยกัน
วันหนึ่งในขณะที่ภรรยาของเขาไม่อยู่บ้าน ลูกของเขาเกิดร้องหาแม่ขึ้นมา เขาไม่รู้จะปลอบลูกอย่างไรให้หยุดร้องไห้ได้ จึงหลอกลูกว่าแม่ของเขากลับมาบ้านแล้ว เด็กจึงหยุดร้องไห้แต่ก็เกิดร้องไห้ขึ้นมาอีกเมื่อไม่เห็นแม่ของตนตามที่บิดาบอก เสียงร้องรบกวนผู้เป็นแม่ยาย นางจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก เขาจึงบอกผู้เป็นแม่ยายว่าเขาโกหกลูกว่าเขาโกหกลูกว่าผู้เป็นแม่ของเขากลับมาแล้ว
พอได้ยินเท่านั้น แม่ยายของเขาโกรธมากเพราะคนเมืองลับแลห้ามไม่ให้พูดปด เมื่อลูกสาวของนางกลับมา นางจึงฟ้องลูกว่าเกิดอะไรขึ้นและบอกให้ไล่ลุกเขยไปเสีย
ด้วยความไม่พอใจในเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ เขาจึงเตรียมตัวออกจากบ้าน ภรรยาของเขาเสียใจมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนที่สามีจะออกจากบ้านนางก็ส่งห่อรากขมิ้นให้ผู้เป็นสามีห่อหนึ่งในขณะที่เขาถือห่อขมิ้นเดินมาเรื่อย ๆ เขาก็รู้สึกว่าห่อขมิ้นนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเขาจึงทิ้งห่อขมิ้นไปคงถือมาเพียงขมิ้นแง่งเดียวเท่านั้น
เมื่อมาถึงบ้านเขาก็โยนแง่งขมิ้นนั้นไปบนพื้นหน้าบ้าน ภรรยาของเขาดีใจมากเมื่อได้พบสามีหลังจากที่เขาหายไป 2 – 3 ปี เมื่อมองไปที่พื้นนางก็เห็นรากขมิ้นแง่งหนึ่ง นางจึงหยิบขึ้นมาขัดและก็พบว่ามันเป็นทองคำบริสุทธิ์ นางจึงถามผู้เป็นสามีว่าได้มาอย่างไร แต่ผู้เป็นสามีก็ยืนยันว่ามันเป็นรากขมิ้นเท่านั้นที่เขาได้มา หลังจากดูใกล้ ก็พบว่าเป็นทองคำบริสุทธิ์ดังที่ภรรยาของตนพูด ดังนั้นเขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นภรรยาฟัง
ว่าแล้วเขาก็รีบไปยังที่ที่เขาโยนห่อขมิ้นทั้งหมดทิ้ง แต่ก็น่าแปลกใจที่เขาไม่พบอะไรเลยถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของภรรยาชาวเมืองลับแล นางดีต่อเขามากแต่เขาไม่มีบุญที่จะได้อยู่กับนางหรือได้เป็นเศรษฐีจากการขายรากขมิ้นทองคำ เขาจึงกลับบ้านและใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาเก่าอย่างมีความสุข แต่เขาก็ยังคงไม่ลืมเหตุการณ์ที่จะต้องจดจำไปตลอดชีวิต
แง่คิด : บุญวาสนาเป็นคุสมบัติเฉพาะตนจะผืนไม่ได้

ที่มา:
www.skn.ac.th/skl/project/nitan482/nu9.htm